จุดเริ่มต้น ธุรกิจในฝัน

อยากสำเร็จ อยากมีรายได้มากกว่านี้
แต่จะทำอะไรดี

นี่เป็นคำถามที่วนเวียนในหัว ตั้งแต่สมัยทำงานประจำ
ย้อนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมทำงานประจำ
เกียวกับ Digital Marketing

ดูเรื่อง Google Analytics
การยิงโฆษณา Google Ads
และการทำ Facebook Ads

ในที่ทำงานตอนนั้น เป็นแนว agency การตลาดออนไลน์
ทำสำนักพิมพ์หนังสือ
แล้วก็ เปิดสอนคอร์สเกียวกับ การลงทุนในหุ้น

เลยทำให้มีโอกาสได้ ทำตลาด แล้วก็วางแผนพวกนี้
หาคนมา pre order หนังสือ แล้วค่อยไปผลิตจริง

หาคนมาลงเรียนคอร์สหุ้น ทั้งระยะยาว และเทคนิค
แล้วต้องหาคนมาเรียนทุกเดือนๆ

แต่ตัวเอง ก็ยังไม่มีไอเดีย ว่าจะทำธุรกิจอะไรดี
เป็นนักอ่าน และนักเรียน ชั้นเยี่ยมมากๆ ซื้อคอร์ส
และอ่านหนังสือเยอะมาก

ศึกษาทั้งการทำเว็บด้วย WordPress
การทำ SEO (ให้เว็บติดหน้า 1 Google แบบไม่เสียเงิน)
การทำ affiliate (การทำตัวแทน โดยไม่ต้องมีสินค้าตัวเอง)

แต่ติด ไม่ค่อยลงมือทำ
กลัวความล้มเหลว ทำๆ หยุดๆ
ติด comfort zone

กับดักที่ฉุดความสำเร็จ ณ ตอนนั้นคือ คิดเยอะ กังวลว่ายังไม่เก่ง
กลัวผิดพลาด จนไม่ได้ทำ
แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรดี

คิดในใจว่า อยากให้มีคนมา สอนหน่อย
เอาแบบ บอกเลยว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง จะพร้อมลุยเต็มที่

จุดเปลี่ยน มาอยู่ ที่ มีรุ่นพี่ เปิดสอนทำ application มือถือ
ให้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สร้าง app เองง่ายๆ ได้

ช่วงนั้น พอดีกำลังฝึกภาษาอังกฤษ เลยค้นหาข้อมูล
แล้วเจอช่องหนึ่ง จากต่างประเทศ สอนดีมากๆ

ผมก็เลย ลองเอา concept ที่ได้ฟัง การฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
มาสรุปทำเป็น application ใน android

ผลลัพธ์ที่ได้ ตกใจมาก คนโหลดเยอะมากๆ เป็นแสนๆ คน
ก็เลย ทำให้ ได้ไอเดีย ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ว่าอยากเปิดสอนภาษาอังกฤษ

แต่ติดตรง ตัวเองยังไม่เก่ง ไม่รู้จะไปสอนได้อย่างไร
ช่วงนั้นไปสัมมนา บ่อย เลยมีโอกาสได้ไป เจอ ท่านหนึ่ง
เปิดขายแฟนไชส์ ภาษาอังกฤษ

ก็เลยสนใจ เพราะกำลังอยากทำตลาดนี้อยู่พอดี
การที่ซื้อแฟนไชส์ ก็จะได้ ไม่ต้องกังวลวิธีมากนัก

ทำให้ได้วิธีการสอน วิธีการทำตลาด และการบริหารมาเลย
ตัดสินใจ ชวนเพื่อน หุ้นกันทำ

ค่าแฟนไชส์ตอนนั้น หลักแสน ไม่รวมค่าสถานที่ ค่าตกแต่ง
ถือว่า เป็นการจ่ายเงิน ที่แพงที่สุด

ข้อดีที่เห็นตอนนั้นคือ
เมื่อก่อนเป็นคน ที่ เรียนเยอะมาก อ่านเยอะมาก แต่ติดที่ไม่ลงมือทำ

แต่พอจ่ายเงินค่าแฟนไชส์เป็นแสน

ทำให้ ต้องลงมือทำเยอะมาก บางอย่างที่ไม่ชอบ ก็ยังต้องฝึก
เช่น การปิดการขาย การคุยโทรศัพท์กับเคส ที่สนใจ
และที่สำคัญ ผมสามารถจ้างคุณครูที่เก่งมาสอนได้ โดยไม่ต้องสอนเอง

(จุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า เราไม่ต้องสอนเองก็สร้างเงินได้)

พอลงมือทำได้ซักพัก รู้สึกว่า การทำธุรกิจในความคิดเมื่อก่อน
จะสบาย มีอิสระทางเวลา ได้ Lifestyle

กับไม่เป็นอย่างที่คิด มันยากกว่าที่คิดเยอะมาก
ด้วย หลายอย่างที่ต้องทำ และกลายเป็นว่า ทำงาน 7 วัน ไม่ได้มีวันหยุดเลย

เนื่องจาก ต้องมาดูครูสอน เพื่อคุมคุณภาพ
ปิดการขาย ผู้ที่สนใจ
และอยู่บริหารจัดการต่างๆ มาเช้าสุด กลับดึกสุด

จนต้องลาออกจากงานประจำ
แต่ ว่ารายได้ ก็ดีกว่า จริงๆ เพราะมันยิ่งทำ ยิ่งได้

แต่สุดท้าย ต้องยกเลิกสัญญา การทำกับแฟนไชส์ ด้วยปัญหา
สื่อการสอนที่เค้าเอามาใช้ ละเมิดลิขสิทธิ์มา

ก่อนหน้าที่จะเลิกทำสถาบัน ผมเคยวางแผน เรื่องทำคอร์สออนไลน์ไว้
แต่ไม่ได้ทำจริงจังซักที เพราะไม่มีเวลา

การเลิกทำสถาบัน จบด้วยการเป็นหนี้ ครับ
เพราะมันมีค่าเช่า มีค่าตกแต่ง มีค่าใช้จ่ายที่ยืมมาตอนเปิด

ผมเลยเริ่มต้นทำออนไลน์ ไม่ใช่จากศูนย์ แต่จากติดลบด้วยซ้ำ
แต่มีมั่นใจ ความแตกต่างที่มี
และเรื่องของ เนื้อหาที่สอนมากๆ

เพราะตอนที่ทำสถาบัน ผมนั่งสังเกต นักเรียนตลอด
ว่าอะไรที่ นักเรียนเข้าใจ ตรงไหนที่ ไม่เข้าใจ
แล้วเราทำการปรับ กันตลอด จนเริ่มได้เนื้อหาที่ คนไทย ชอบ

พอมาเริ่มต้นทำออนไลน์ ด้วยประสบการณ์ที่มีตอนทำงานประจำ
และ เนื้อหาความแตกต่างที่มั่นใจ

เลย เริ่มเปิดเพจ แล้วทำโฆษณา Facebook ให้คนรู้จักแนวคิดใหม่
ผลตอบรับดีมาก

แล้ว ก็เริ่มธุรกิจสอนภาษาอังกฤษครั้งแรก บนออนไลน์ตอนนั้น
ที่ไม่มีค่าเช่าสถานที่
ไม่ต้องเดินทางไปสถาบัน อยู่บ้าน ก็ทำตลาดได้

ได้ทำงานที่บ้านทุกวัน
หรือไปนั่งทำงานร้านกาแฟ ก็ได้
สามารถไปเทียว แล้วมีคอมพิวเตอร์ติดไป ก็ทำงานได้
ไม่ต้องมีพนักงาน
คนสอน ก็เป็นคุณครู ที่สอนจากสถาบัน มาทำด้วยกัน

และเป็นธุรกิจที่สามารถทำรายได้ หลักแสน ต่อเดือนได้
เดียวจะทยอย เล่า วิธีคิด และ หลักการที่ใช้ทำ ในบทถัดๆไปครับ

*************
บทสรุป
*************

การเรียนอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้
การลงมือทำ จะทำให้มีประสบความสำเร็จ

การกลัวความล้มเหลว มันทำให้คุณไม่ได้เริ่ม
แต่การล้มเหลว หลังจากลงมือทำ จะเป็นบทเรียนที่สอนคุณ
และทำให้คุณเก่งขึ้น เข้าใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้น