Case Study ในตลาดใหม่ที่ไม่เคยทำ ตั้งแต่เริ่มต้นจนทำเงิน 7 หลัก (Step by Step)

สิ่งที่จะแบ่งปันวันนี้ ไม่ว่าคุณจะยังไม่ได้เริ่มทำเลย

เรียนมาเยอะ แต่ เริ่มไม่ถูก

หรือคนที่ลงมือทำมาแล้ว แต่ยังไม่ปัง
บางคนยังไม่กล้าขายซักที

เพราะคุณกำลังติดปัญหาเหล่านี้…

  • อยากลงมือทำจริงจังละ แต่สับสน ควรเริ่มต้นทำอะไรก่อนดี

  • ทำคอนเทนต์อย่างไร ให้โดนใจลูกค้า

  • จะหาลูกค้าที่ดี ได้อย่างไร ทำตลาดยังไง

บทความนี้ คุณจะได้เห็น วิธีคิด วิธีทำ แกะรอยจากเคสจริง
ซึ่งเป็นตลาดใหม่ ที่ผมไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย
ในตอนเริ่มต้น แต่ได้เข้าไปช่วยทำ ตั้งแต่เริ่มต้นคิดเลย

*****************

โพสนี้ผมจะไม่พูดถึงพื้นฐานมากนะครับ หากคุณยังไม่เคยอ่านบทความเก่าๆเลย
นี่เป็น 2 บทความที่แนะนำ ให้อ่าน


1.8 Step ลำดับวิธีคิดในการทำคอร์ส #คลิกLInk#
3.หลักการทำโฆษณา for Expert แบบวัดผลได้จริง  #คลิกLInk#

*****************

มาเริ่มดูกันเลยครับ

เคสนี้ เริ่มต้น ผมได้เข้ามาเริ่ม ช่วยวางกลยุทธ์ ตั้งแต่แรก
ให้คอร์สแรกที่คิดไว้ ปัง ผมขอเรียกว่า คอร์ส A ละกันครับ

แต่เนื่องจากคอร์ส A นี้ยังไม่ได้เริ่มทำ
แต่กำลังคิดอยากจะเริ่มทำ เพราะ เป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง
และตัวผู้สอนเอง ก็มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นพิเศษ

ก็เลยเริ่มเอามาเล่าให้ผมฟัง ว่า อยากสอนอะไรบ้าง
แบ่งเป็นกี่คอร์ส 

พอผมฟังแล้ว ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า มันจะมีกลุ่มเป้าหมายที่สนใจหรือเปล่า
เพราะเป็นตลาดที่ผมยังไม่มีประสบการณ์ด้วย

และผู้สอนเอง ก็ยังเคยได้ทดสอบทำตลาดจริงจัง

ผมก็เลยพาทำตั้งแต่ กระบวนการแรก ใหม่เลย
เผื่อจะมองเห็นโอกาสที่ดี ที่ถูกซ่อนไว้ และมันทำได้ง่ายกว่า

Step #1 เราเริ่มต้นกันด้วยการ Brainstorm idea กัน
อีกรอบครับ


แต่ครั้งนี้ แทนที่จะ เอาแค่ไอเดีย ที่จะทำคอร์ส A อย่างเดียว
ผมใช้ Framework Mindmap ช่วยในการแกะรอย ประสบการณ์ต่างๆ
ออกมาในทุกมิติ

ทั้งเรื่องความเชี่ยวชาญ
สิ่งที่เป็นประสบการณ์
สิ่งที่เป็นโอกาสรอบตัว
และเรื่อง กลุ่มเป้าหมาย ที่น่าสนใจ

เมื่อเขียนด้วยกันออกมาทั้งหมด โดยใช้ Mindmap
ทำให้เห็นความเป็นไปได้ออกมาอีกหลาย ไอเดีย

และพอเอาหลายๆ ไอเดีย มาตรวจสอบด้วย Checklist
ที่จะ Final idea ที่ดีออกมา เราก็พบไอเดีย B ที่น่าสนใจ
ลอยเด่นออกมา

ซึ่งไอเดีย B นี้ผ่าน Checklist ผมหมดเลย
แปลว่า กลุ่มเป้าหมายน่าสนใจ
***มีกำลังจ่าย

แสดงว่ามันมีโอกาสทำเงิน
แถมทำแล้ว จะ happy ด้วย

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่ามี ตลาดนี้ ต่อให้มีกำลังจ่าย
แต่เค้ามักได้รับเทรนนิ่งกันฟรีๆเยอะ หัวข้อไหนล่ะที่น่าสนใจ

 

ถ้าเรามาทำเก็บเงิน แถมเก็บราคาสูงกว่าค่าเฉลีย่ด้วย
มันยังจะน่าทำอยู่มั๊ย???

เพื่อให้เคลียข้อสงสัย ผมแนะนำวิธีเก็บ Data เพิ่มเติม

ซึ่งวิธีเก็บ Data หา Insight จากลูกค้าจริงก็มีอยู่หลายวิธี

แต่พอได้พูดคุยกัน
เนื่องจากผู้สอน มีโอกาสเข้าไป เจอกลุ่มเป้าหมายบ่อย
เพราะมักจะได้รับเชิญไปบรรยาย

ผมก็เลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดให้ ไปดูขั้นตอนต่อไปกันครับ

 

Step 2 เลือกกลุ่มเป้าหมาย

ผมเลยวางกลยุทธ์ให้ ทุกครั้งที่ไปบรรยาย
ลองถามคำถาม หนึ่งให้หน่อย

นั่นก็คือ อะไรคือปัญหาที่คุณกังวลและอยากแก้ไขมากที่สุด
ถ้าเลือกได้เพียง เพียง 1 ข้อเท่านั้น

และผู้สอน ก็มีโอกาสได้เจอคนหลาย Level
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือน ภาษาอังกฤษ
ก็มีทั้งผู้เรียน level เริ่มต้น , level ปานกลาง , level อยาก perfect กว่าเดิม

เราตั้งคำถาม เพียงข้อเดียว กับทุก level 

และเอามาทำเป็น Mindmap สรุปผลลัพธ์ที่ได้
เราพบว่า กลุ่มลูกค้ามีปัญหา เด่นๆ ที่ชัดเจน เหมือนกันทุก Level

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ คนที่ทำมาแล้วซักพัก หรือคนที่อยู่ระดับหัวหน้า
ปัญหาลอยขึ้นมาชัดมาก

และปัญหานี้ ต่อให้เค้าจะได้รับการเทรนนิ่ง เยอะแค่ไหน
มันก็ยังคง แก้ไม่ได้

ทำให้เราเริ่มมั่นใจว่า ไอเดียนี้ผ่าน Checklist
เพราะ ตลาดมีกำลังจ่าย และยังคงมีปัญหาชัดเจน
แม้ว่าจะมีเทรนนิ่งฟรีเยอะก็ตาม แสดงว่า สิ่งที่มีในตอนนี้
ยังไม่ตอบโจทย์นั่นเอง

พวกเรา ก็เลยปักธง เลือกปัญหานี้ ออกมาเป็นไอเดีย
ในการทำคอร์สใหม่กันครับ

ผมขอเรียกว่า คอร์ส B แล้วกันกันครับ 

Step ที่ (3) เน้นสร้างคอร์สที่ให้ผลลัพธ์ 

เมื่อเราได้ไอเดียที่มั่นใจแล้ว
เลือกกลุ่ม Target ที่เรามั่นใจว่ามีกำลังจ่ายได้แล้ว
และเห็นปัญหาที่โดดเด่น ลอยมาชัดมากๆแล้ว
การทำก็จะมีโอกาสปังมากขึ้นเยอะเลยครับ

ต่อมา เราลองมาดูว่า เราจะสามารถสร้างคอร์ส
มาตอบโจทย์ ปัญหานี้ โดยเฉพาะได้หรือไม่

หลังจากพูดคุย แกะประสบการณ์คร่าวๆ ผมพบว่า
มีความเป็นไปได้ ที่จะทำคอร์สที่แตกต่างได้

เราก็เลย Draft ไอเดีย และ outline คอร์สกันไว้ก่อน

ซึ่งเป็นไอเดีย ที่ชัดเจน และวัดผลได้ชัดมาก
ทำให้ผู้เรียนรู้เลยว่า เรียนแล้วจะได้อะไร

และ เพื่อให้ชัวร์ ก่อนที่จะลงมือทำคอร์สให้เสร็จ
โดยที่จะไม่ต้องกังวลว่า มันจะ เนื้อหาตอบโจทย์ตลาดมั๊ย

ผมวางกลยุทธ์ให้ลอง ทดสอบเทสตลาดก่อนครับ

ว่าสิ่งที่เราคิดกันทั้งหมด เมื่อทำตลาดไปแล้ว
Feedback จริงๆ จากกลุ่ม Target เป็นอย่างไร

 

(4) การทำคอนเทนต์

เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ เลย ดังนั้น เราเริ่มต้นเปิดเพจ จากศูนย์เลยครับ
การวางแผนทำคอนเทนต์ ในช่วงแรก

โฟกัส ตีมคอนเทนต์ ทั้งหมด ไปที่ปัญหา ที่ชัดเจน ที่เราเห็นจาก step 2
และเราเลือกโฟกัส กลุ่มเป้าหมาย ชัดเจนมากๆ เลยทำให้ ทำคอนเทนต์ได้ไม่ยาก

เพราะรู้ว่า จะเล่าแค่ไหน ถึงจะน่าสนใจ และแตกต่าง
แม้ว่าเราจะพึ่งเปิดเพจ

โดยกลยุทธ์ในการทำคอนเทนต์ที่ใช้ตอนนั้นคือ ผมให้ผู้สอน ลิส ตีมคอนเทนต์
เบื้องต้น ตาม Framework การสร้าง Trust ของผม
แทนที่เราจะทำคอนเทนต์ไปเรื่อยๆ เรากลับ เลือกโฟกัสเลย
และ เล่าตามสูตร เพื่อขยี้ให้ตรงประเด็นเลย

เช่น

ทำให้เห็นโอกาส ความเป็นไปได้ > จากการแชร์สถิติ
ทำให้เห็นโอกาส ความเป็นไปได้ > จากการแชร์ประสบการณ์
ทำลายความเชื่อผิดๆ Top ที่กลุ่มเป้าหมายมี พร้อม บอกว่าทำไมถึงไม่จริง

 

(5) กลยุทธ /Funnel

เราพบว่า ไอเดียคอนเทนต์​ กลุ่มเป้าหมายตอบสนองดีมาก
เพราะเป็นปัญหาที่เค้ากำลังเจอกันอยู่จริงๆ

แสดงว่า ไอเดีย และกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน
น่าทดสอบ นำเสนอ ขายคอร์สเลยมากๆ

แทนที่จะรอให้ผลิตคอร์สเสร็จก่อน
เราเลือกที่จะ Presell ขายก่อนเลย เพื่อเช็คว่า ตลาดจะสนใจ
ที่จะจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหานี้มั๊ย

เราสรุป และเห็นตรงกันว่า จะจัดเป็นสัมมนาสด 2 วัน
+follow กันก่อน เพราะ ต้องการที่จะ ได้มีโอกาส ถาม/ตอบ
กันได้สดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคอร์สตอบโจทย์จริงๆ

เมื่อสรุปตีม ได้แล้ว
เราก็เริ่ม ทำ package ข้อเสนอกันว่า
ใน สัมมนา 2 วัน + follow นี้ ผู้เรียนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

เราเลือกที่จะ จับตลาดบน ไม่เล่นสงครามราคา
เน้นทำคอร์สที่ตอบโจทย์กว่า และสร้างข้อเสนอตาม Framework
การสร้าง offer ที่ยากจะปฎิเสธ

สรุปราคา คอร์สที่ราคา 25,000 บาท

เมื่อคิด offer หรือข้อเสนอเรียบร้อย

ผมนำเสนอกลยุทธ์ จัด Virtual สัมมนา ออนไลน์
คิดภาพตามง่ายๆ เหมือน Live สด แต่ผ่านระบบ
ที่ต้องลงทะเบียน เลือกเวลา เข้าฟัง

ถึงเวลา จะมี Live เปิดให้ดู
ถ้าพลาดดูตามเวลาที่เลือก ก็จะดูย้อนหลังได้เพียง 2 วันเท่านั้น
และทุกขั้นตอน เราจะสามารถ วัดผล ได้หมด

ตั้งแต่ มีคนลงทะเบียนกี่คน
มีคนเข้าดูจริงกี่คน

ดูจบกี่ %
ดูแล้ว สนใจ อยากซื้อคอร์สกี่คน

เหตผลที่เลือกกลยุทธ์นี้มา เพราะว่า เราเข้าใจ Insight ลูกค้าพอสมควร
รู้ว่าปัญหานี้ ลูกค้าอยากรีบแก้
รู้ว่าปัญหานี้ คุ้มถ้าแก้ได้

และเรามีข้อเสนอ ที่ตอบโจทย์ มากๆ กว่าทุกคนในตลาด

พร้อมกับผู้สอน เป็นคนที่พูด และบรรยายมาตลอด
พอได้ สูตรในการทำสคริปไป ก็สามารถทำได้ทันที

ภายใน 1 วัน
เราก็มีคลิปที่พร้อม ออกไปทำตลาด ที่ใส่ระบบ Virtual สัมมนา
เรียบร้อยแล้ว

(6) ช่องทางทำตลาด/โฆษณา

เนื่องจาก เราเข้าใจปัญหาลูกค้าชัดมาก
เข้าใจกลุ่มเป้าหมายชัดมาก

ผมแนะนำวิธีที่ จะทำให้ เข้าถึงลูกค้าได้เร็วที่สุด
นั่นก็คือ การทำโฆษณา Facebook

เพจนี้ เริ่มจากศูนย์เลย ดังนั้น เรายังไม่มีกลุ่มเป้าหมายฐานแฟนให้เลือกยิง
ต้องมาเลือก Target กันใหม่ ตั้งแต่แรก

แต่ด้วยความเข้าใจลูกค้ามากๆ
ก็เลยทำให้เลือกได้ไม่ยากเกินไป

แต่เพื่อความชัวร์ เราก็เลือกทดสอบ 2-3 target ในเวลาเดียวกัน

ภายใน วันแรก ที่ยิงโฆษณาไป
มีคนสนใจ ลงทะเบียน และเข้าฟัง Virtual สัมมนาทันที

และภายในวันเดียวกัน มีคนทักสนใจ
และขอสมัครสัมมนา ราคา 25000 บาท
แม้ว่า เพจจะพึ่งเริ่มต้น

แต่ด้วย สคริปที่เราวางกันไว้ตอนทำ Virtual สัมมนา
มันตอบโจทย์ และเคลียข้อสงสัยได้ทุกข้อ เพราะเรามี Insight แน่นมาก
มันก็ทำให้ คนฟังเชื่อ และสนใจได้

(7) การวัดผล/ปรับปรุง

ข้อดีของ คอร์สที่ราคาหลักหมื่น ทำให้ เราทดสอบ
และลองผิดลองถูกได้เยอะมาก

เราทดสอบโฆษณากันหลาย Version
(A/B Testing)

ทดสอบกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มเติม
สิ่งที่ได้ จากการทำตลาดครั้งนี้คือ

ได้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้น

ได้สร้าง ความน่าเชื่อถืออย่างรวดเร็ว
ด้วยการเล่าใน Virtual สัมมนา

ได้เปิดคลาส และสอนจริงเลย
ทำให้ได้รู้ว่า อะไรที่คนเรียนชอบ
อะไรที่เอามาปรับปรุงได้อีก

หลังจากได้ลองสอนรุ่น 1 จบไป
ก็เอามาพัฒนา คลาสเรียนให้ดีขึ้น
ตอบโจทย์มากขึ้น
พร้อมกับได้คำชมจาก นร รุ่น 1

กลยุทธ์ Presell ก่อน
ทำให้ได้ทดสอบว่า ตลาดมีความต้องการจริง
ได้ทำคอร์สที่ตอบโจทย์ตลาดจริงๆ
จบรุ่น 1 ได้คำชมมาทำรุ่นถัดไปต่อเลย

และตอนนี้เราเริ่มมีสถิติต่างๆแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น การเลือกกลุ่มเป้าหมาย

ต้นทุนการหาคนมาฟัง Virtual สัมมนา
ต้นทุน กว่าจะได้ นักเรียน 1 คน

(8) การ scale ขยายผล

ก็ทำให้สามารถวางแผน
จัดสรร งบประมาณ การทำโฆษณา
ทำรุ่น 2 ได้ภายในเดือนถัดไป
สามารถสร้างรายได้หลักล้าน

ด้วย Process ทั้งหมดที่ผมเล่ามา
และนอกจากไอเดีย B ที่ทำรายได้แล้ว

จำได้มั๊ยครับว่า ตอนเก็บ Insight
คำถามที่ลูกค้าส่วนใหญ่ตอบว่าติดอะไรกันบ้าง
ก็ยังเหลืออีกหลายไอเดีย

ให้เราสามารถหยิบมาทดสอบ
ด้วยกระบวนการเดิม วนทำได้อีก

เพราะในกลุ่มลูกค้าที่ดี
ไม่ได้มีปัญหากันแค่อย่างเดียว

พอมองเห็นภาพ วิธีคิดกันมั๊ยครับ

ต้องบอกว่า กลยุทธ์ของแต่ละคอร์ส อาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100%
แต่ผมพบว่า ลำดับการคิด 8 Step ที่เล่ามานี้
ใช้ได้ทุกธุรกิจเลยครับ

แค่อาจจะแตกต่างกันที่ วิธีการที่เหมาะสมกับแต่ละคน
และ การใช้ประโยชน์จาก สิ่งที่มีอยู่แล้ว

แต่ละคนอาจจะประยุกต์ได้ไม่เหมือนกัน

เดียวผมจะทยอยเขียน เคส และวิธีคิดแบบนี้มาเล่าให้
ฟังกันอีกนะครับ


****** End ******