รู้ว่าความรู้ ที่ตัวเองมี ขายได้ แต่เริ่มต้นไม่ถูก (EP.2)
สำหรับคนที่อยากที่จะทำคอร์สออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
จับต้นชนปลายไม่ถูก ห้ามพลาดบทความนี้เลยนะครับ
เมื่อแนวคิด หรือความเชื่อ โอเคแล้ว
แต่สิ่งที่ยังทำให้คอร์สส่วนใหญ่ล้มเหลว คือ
ไม่เข้าใจโครงสร้าง การทำแบบภาพรวม
ว่าก่อนจะสำเร็จ ต้องเริ่มต้นอย่างไร
ต้อทำอะไรบ้าง
บทความนี้ผมจะมาแชร์ 8 step จากประสบการณ์ของผมที่
มีประสบการณ์ในการทำคอร์สออนไลน์มาประมาน 5 ปี
และทำมาแล้วหลากหลายรูปแบบมากๆนะครับ
ผมเลยได้รวบรวม ประสบการณ์ต่างๆนี้ทั้งทำเอง และ
การ consult ให้หลายๆธุรกิจ จนรายได้ 6-7 หลัก
ในหลากหลายตลาด มาแชร์ให้ฟัง
ใครที่กำลังมีปัญหาอยู่ว่าไม่รู้จะไปทางไหน เริ่มยังไง ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ได้เลย
เพื่อให้ทุกคนสามารถถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอนครับ
Step 1 : Idea
หลายๆคนบอกว่า ประสบการณ์เยอะมาก ทำได้หลากหลายมากๆ
จะเริ่มจากตรงไหนดี
ผมเริ่มแชร์อย่างนี้นะครับว่า การหาไอเดียทำคอร์ส สามารถทำได้หลายรูปแบบมากๆ
แต่สิ่งสำคัญนะครับก็คือ ก่อนที่เราจะออกมาทำคอร์สอะไรสักอย่าง
สิ่งสำคัญอย่างแรกๆที่เราต้องทำความรู้จักก็คือ ตลาดครับ
การที่เราจะทำคอร์สออนไลน์เราอยู่ในมาร์เก็ตไหน
ถ้าเราอยูในตลาดที่ตรง เราก็มีโอกาสสำเร็จสูงมากแล้วครับ
ไม่ว่าจะใน หรือ ต่างประเทศก็ตามแต่ จะมีแนวหลักๆอยู่ประมาน 3 แบบนะครับก็คือ
1. wealth หรือก็คือการทำเงิน
2.health หรือก็คือสุขภาพ
3. relationship ความรัก ความสัมพันธ์
ใครที่มีไอเดียไหนลอกจัดตลาดก่อนว่ามันอยู่ใน idea ไหนนะครับ
แต่ว่าเพื่อให้มันง่ายขึ้นไปอีก เราก็จำเป็นต้องแบ่งอีก เป็น sub market
และสุดท้าย สิ่งที่ทุกคนต้องหาจริงๆที่ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสมากๆ
เพราสิ่งนี้จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่นในตลาดนั่นก็คือ Niche
คุณต้องหาตลาดเฉพาะก่อนที่คุณจะเข้าใจ
ผมยกตัวอย่างให้ดูอย่างเช่น
ผมยกตัวอย่างให้ดูจาก การหารายได้ sub market คืออะไร ?
นายหน้าอสังหา
ช่องทางออนลไน์
การเป็นตัวแทนจำหน่าย
เห็นภาพชัดขึ้นมั้ยครับ นี่คือ sub market
แต่ถ้าเป็น niche ก็คือ
ตัวแทนอาหารเสริม สมุนไพร
ขายในรูปอบบออนไลน์ ขายของผ่าน lazada
การทำคอร์สออนไลน์
เห็นมั๊ยครับ นี่คือ niche ที่แยกย่อยลงมา และส่วนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ
สิ่งเหล่านี้ ควรที่จะเป็น ประสบการณ์ใหม่ ที่คนยังไม่ค่อยจะได้ยิน และโอกาสสำเร็จก็จะเยอะขึ้น
ถ้าภาพพวกนี้ชัดเจนครับ นี่คือส่วนของการหาไอเดีย หากมมีไอเดียเยอะมาก
Step 2 : กลุ่มเป้าหมาย
หลายๆคนมักเข้าใจผิดตรงนี้ และอยากที่จะขายทุกคนที่อยู่ในตลาด
หรือก็คือการทำให้มัน Mass นั่นเอง
แต่ว่า การข้าใจผิดตรงนี้จะส่งผลให้ มันมีความยากเกิดขึ้น
ในการทำ content ก็ดี หรือแม้แต่ตอนทำการตลาดก็ดี
ตัวอย่างนะครับ
สมมุติว่าเราอยู่ในตลาดสุขภาพ และ sub-market คือการลดน้ำหนัก
ทีนี้การลดน้ำหนักเราอยากจะหากลุ่มเป้าหมาย และ niche ที่เราอยากจะไปก็คือ
การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ที่คนไม่เคยได้ยิน
กลุ่มเป้าหมายมีอะไรได้บ้าง สิ่งที่เราจะต้องน้ำมาคิดว่าใครที่จะใช้ไอเดียนี้
แล้วประสบความสำเร็จได้บ้าง
หลายๆคนมักกังวลว่า
ฉันจะทำกราฟฟิคยังไง
ฉันจะทำตลาดยังไง
ฉันจะตั้งชื่อเพจยังไง
ติดปัญหามากมายเต็มไปหมด
ลองดูตรงนี้กันดีๆนะครับ เพราะว่าเรื่องพวกนี้อาจเกิดมาจากว่า
กลุ่มเป้าหมายเราไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก
สมมุติว่าเป็นการออกกำลังกาย กลุ่มเป้าหมายเรามีหน้าตายังไงบ้าง
-
คนที่ น้ำหนักเยอะ แต่ไม่ยอมลดลงมาสักที
-
คุณแม่หลังคลอด ที่ต้องการลดน้ำหนักให้หุ่นกลับมาเหมือนเดิม
-
คนที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากควบคุมอาหารและน้ำหนักเพื่อสุขภาพ
-
หรือจะเป็นคนผอม ที่อยากจะให้ตัวเองหุ่นดี
เห็นตัวอย่างของกลุ่มเป้าหมายที่ดีไหมครับ
อย่างที่ผมบอกไปว่า หากกลุ่มเป้าหมายเเหล่านี้ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก
มันจะทำให้เราผลิตคอนเทนต์ ออกมาได้ยากมากๆ
แล้วก็มีโอกาสล้มเหลวสูง
Step 3 : ผลลัพธ์
เป็นเรื่องที่ผมได้รับคำถามมาเยอะมากๆ
สำหรับเวลาตอบคำถาม หรือแม้แต่การ consult
ว่า จะเรียบเรียงเนื้อหาของคอร์สยังไงดี
จะสอนอะไรบ้างดี สอนกี่ชั่วโมงดี
สิ่งที่ผมอยากจะแชร์ก็คือ
การทำคอร์สมีอยู่ 2 รูปแบบ ครับ คือ
Information & transformation
2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนมากๆนะครับ
ผมจะเล่าตัวอย่างให้ดูก็คือ
Information
คือการที่เราต้องการเล่าทุกอย่างให้เค้าให้ได้เยอะที่สุดโดยที่ไม่ได้กังวลว่า
เค้าจะสามารถทำตามได้หรือไม่ หรือ บุคคลเหล่านี้จะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้รึเปล่า
transformation
ส่วนแบบที่สอง ถ้าเข้าใจมันจะทำให้เรา ทำคอร์สออกมาได้ง่ายขึ้นทั้นที
เพราะ transformation จะไม่มีคำถามว่า
ต้องสอนกี่ชั่วโมง
สอนอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้จะไม่ถูกถามขึ้นมา เพราะสิ่งที่เรามุ้งเน้นอย่างเดียวเลยก็คือ
คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ที่ซื้อคอร์สของเราไปแล้ว
พวกเค้าเหล่านี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เค้าต้องการได้รึเปล่า
ยกตัวอย่างครับ เช่น
ถ้าเราต้องการทำคอร์สในการวางแผนภาษี โดยที่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการคือ คุณหมอ
เรามาดูความต่างกันครับ
ถ้าเป็นปกติการคิดในแง่ของการสอน information
เราก็จะต้องเล่ายาวๆ ว่า การจดภาษีมีกี่แบบอะไรยังไงบ้าง
1
2
3
4..
แต่การคิดแบบ transformation คือ คุณหมอดูแค่วงเล็บนี้พอ
ผมไม่ได้ต้องการสอนทุกอย่าง ผมแค่ต้องการให้คุณหมอที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของผม
สามารถลดภาษีได้
เนื้อหาของคอร์สจะกระชับ สั้น และสร้างผลลัพธ์ได้จริง
Step 4 : Content
หลายคนหลังจากพ้นส่วนของกลุ่มเป้าหมายมาแล้ว
ก็จะมาติดอยู่ตรงนี้ครับว่าทำ content ยังไงดีให้คนเชื่อ
เพจพึ่งเปิดต้องทำยังไง ?
แล้วจะต้องเรียงลำดับการเล่าเรื่องยังไง?
สิ่งสำคัญของการทำ content นะครับ มันจะเป็นผลสอดคล้องมาจาก
สาม step แรกนะครับ ว่าเราเลือกไอเดียอะไร กลุ่มเป้าหมายแบบไหน
และผลลัพธ์ที่เราจะสร้างเป็นแบบไหน
และที่สำคัญที่สุดคือ คุณแตกต่างจากคู่แข่งยังไง?
นี่คือเรื่องของจุดเด่น ถ้าเกิดหาตรงนี้ไม่ได้
การทำ content ที่เหลือจะยากหมดเลย
หากผลลัพธืชัด กลุ่มชัด มันจะทำให้คุณสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้
เล่าให้คนฟังเชื่อได้ แม้ว่าคุณจะพึ่งเปิดเพจเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม
หลักสำคัญของ content ก็คือ เรื่องของ Copy writing หรือหลายๆคนเรืยก
story telling มันคือทักษะที่จะเปลี่ยนคนที่พึ่งรู้จักกัน ให้กลายมาเป็นลูกค้า
หากเพื่อนๆทุกคนเข้าใจ และพยายามศึกษา มันจะทำให้คุณสร้างความเชื่อ
ได้ง่ายมากขึ้นเพราะสินค้าอย่างคอร์สออนไลน์ ไม่ใช่สินค้าที่
เห็นแล้วซื้อตั้งแต่ครั้งแรก คุณต้องทำให้
กลุ่มลูกค้าของคุณนั้นเชื่อในผลลัพธ์ที่คุณจะสร้างให้เค้า
และอย่างที่ผมบอกมันต้องเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เค้าไม่เคยเจอมาก่อน
ผมเขียนซีรี่ วิธีแพลน Content 10 ตัวแรก ยังงัย ให้ขายดี
คลิกอ่าน






