[fb_plugin video href=https://www.facebook.com/960425347502049/videos/435381254025810/]
8 step การปั้นคอร์สออนไลน์ จาก 0 ถึง ล้าน
สำหรับคนที่อยากที่จะทำคอร์สออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
จับต้นชนปลายไม่ถูก ห้ามพลาดบทความนี้เลยนะครับ
วันนี้ผมจะมาแชร์ 8 step จากประสบการณ์ของผมที่
มีประสบการณ์ในการทำคอร์สออนไลน์มาประมาน 5 ปี
และทำมาแล้วหลากหลายรูปแบบมากๆนะครับ
ผมเลยได้รวบรวม ประสบการณ์ต่างๆนี้ทั้งทำเอง และ
การ consult ให้หลายๆธุรกิจ มาแชร์ให้ฟัง
ใครที่กำลังมีปัญหาอยู่ว่าไม่รู้จะไปทางไหน เริ่มยังไง ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ได้เลย
เพื่อให้ทุกคนสามารถถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอนครับ
Step 1 : Idea

หลายๆคนบอกว่า ประสบการณ์เยอะมาก ทำได้หลากหลายมากๆ
จะเริ่มจากตรงไหนดี
ผมเริ่มแชร์อย่างนี้นะครับว่า การหาไอเดียทำคอร์ส สามารถทำได้หลายรูปแบบมากๆ
แต่สิ่งสำคัญนะครับก็คือ ก่อนที่เราจะออกมาทำคอร์สอะไรสักอย่าง
สิ่งสำคัญอย่างแรกๆที่เราต้องทำความรู้จักก็คือ ตลาดครับ
การที่เราจะทำคอร์สออนไลน์เราอยู่ในมาร์เก็ตไหน
ถ้าเราอยูในตลาดที่ตรง เราก็มีโอกาสสำเร็จสูงมากแล้วครับ
ไม่ว่าจะใน หรือ ต่างประเทศก็ตามแต่ จะมีแนวหลักๆอยู่ประมาน 3 แบบนะครับก็คือ
1. wealth หรือก็คือการทำเงิน
2.health หรือก็คือสุขภาพ
3. relationship ความรัก ความสัมพันธ์
ใครที่มีไอเดียไหนลอกจัดตลาดก่อนว่ามันอยู่ใน idea ไหนนะครับ
แต่ว่าเพื่อให้มันง่ายขึ้นไปอีก เราก็จำเป็นต้องแบ่งอีก เป็น sub market
และสุดท้าย สิ่งที่ทุกคนต้องหาจริงๆที่ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสมากๆ
เพราสิ่งนี้จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่นในตลาดนั่นก็คือ Niche
คุณต้องหาตลาดเฉพาะก่อนที่คุณจะเข้าใจ
ผมยกตัวอย่างให้ดูอย่างเช่น
ผมยกตัวอย่างให้ดูจาก การหารายได้ sub market คืออะไร ?
นายหน้าอสังหา
ช่องทางออนลไน์
การเป็นตัวแทนจำหน่าย
เห็นภาพชัดขึ้นมั้ยครับ นี่คือ sub market
แต่ถ้าเป็น niche ก็คือ
ตัวแทนอาหารเสริม สมุนไพร
ขายในรูปอบบออนไลน์ ขายของผ่าน lazada
การทำคอร์สออนไลน์
เห็นมั๊ยครับ นี่คือ niche ที่แยกย่อยลงมา และส่วนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ
สิ่่งเหล่านี้ ควรที่จะเป็น ประสบการณ์ใหม่ ที่คนยังไม่ค่อยจะได้ยิน และโอกาสสำเร็จก็จะเยอะขึ้น
ถ้าภาพพวกนี้ชัดเจนครับ นี่คือส่วนของการหาไอเดีย หากมมีไอเดียเยอะมาก
Step 2 : กลุ่มเป้าหมาย

หลายๆคนมักเข้าใจผิดตรงนี้ และอยากที่จะขายทุกคนที่อยู่ในตลาด
หรือก็คือการทำให้มัน Mass นั่นเอง
แต่ว่า การข้าใจผิดตรงนี้จะส่งผลให้ มันมีความยากเกิดขึ้น
ในการทำ content ก็ดี หรือแม้แต่ตอนทำการตลาดก็ดี
ตัวอย่างนะครับ
สมมุติว่าเราอยู่ในตลาดสุขภาพ และ sub-market คือการลดน้ำหนัก
ทีนี้การลดน้ำหนักเราอยากจะหากลุ่มเป้าหมาย และ niche ที่เราอยากจะไปก็คือ
การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ที่คนไม่เคยได้ยิน
กลุ่มเป้าหมายมีอะไรได้บ้าง สิ่งที่เราจะต้องน้ำมาคิดว่าใครที่จะใช้ไอเดียนี้
แล้วประสบความสำเร็จได้บ้าง
หลายๆคนมักกังวลว่า
ฉันจะทำกราฟฟิคยังไง
ฉันจะทำตลาดยังไง
ฉันจะตั้งชื่อเพจยังไง
ติดปัญหามากมายเต็มไปหมด
ลองดูตรงนี้กันดีๆนะครับ เพราะว่าเรื่องพวกนี้อาจเกิดมาจากว่า
กลุ่มเป้าหมายเราไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก
สมมุติว่าเป็นการออกกำลังกาย กลุ่มเป้าหมายเรามีหน้าตายังไงบ้าง
คนที่ น้ำหนักเยอะ แต่ไม่ยอมลดลงมาสักที
คุณแม่หลังคลอด ที่ต้องการลดน้ำหนักให้หุ่นกลับมาเหมือนเดิม
คนที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากควบคุมอาหารและน้ำหนักเพื่อสุขภาพ
หรือจะเป็นคนผอม ที่อยากจะให้ตัวเองหุ่นดี
เห็นตัวอย่างของกลุ่มเป้าหมายที่ดีไหมครับ
อย่างที่ผมบอกไปว่า หากกลุ่มเป้าหมายเเหล่านี้ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก
มันจะทำให้เราผลิตคอนเทนออกมาได้ยากมากๆ
แล้วก็มีโอกาสล้มเหลวสูง
Step 3 : ผลลัพธ์

เป็นเรื่องที่ผมได้รับคำถามมาเยอะมากๆ
สำหรับเวลาตอบคำถาม หรือแม้แต่การ consult
ว่า จะเรียบเรียงเนื้อหาของคอร์สยังไงดี
จะสอนอะไรบ้างดี สอนกี่ชั่วโมงดี
สิ่งที่ผมอยากจะแชร์ก็คือ
การทำคอร์สมีอยู่ 2 รูปแบบ ครับ คือ
Information & transformation
2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนมากๆนะครับ
ผมจะเล่าตัวอย่างให้ดูก็คือ
Information
คือการที่เราต้องการเล่าทุกอย่างให้เค้าให้ได้เยอะที่สุดโดยที่ไม่ได้กังวลว่า
เค้าจะสามารถทำตามได้หรือไม่ หรือ บุคคลเหล่านี้จะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้รึเปล่า
transformation
ส่วนแบบที่สอง ถ้าเข้าใจมันจะทำให้เรา ทำคอร์สออกมาได้ง่ายขึ้นทั้นที
เพราะ transformation จะไม่มีคำถามว่า
ต้องสอนกี่ชั่วโมง
สอนอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้จะไม่ถูกถามขึ้นมา เพราะสิ่งที่เรามุ้งเน้นอย่างเดียวเลยก็คือ
คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ที่ซื้อคอร์สของเราไปแล้ว
พวกเค้าเหล่านี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เค้าต้องการได้รึเปล่า
ยกตัวอย่างครับ เช่น
ถ้าเราต้องการทำคอร์สในการวางแผนภาษี โดยที่กลุ่มลูกค้าที่เราต้องการคือ คุณหมอ
เรามาดูความต่างกันครับ
ถ้าเป็นปกติการคิดในแง่ของการสอน information
เราก็จะต้องเล่ายาวๆ ว่า การจดภาษีมีกี่แบบอะไรยังไงบ้าง
1
2
3
4..
แต่การคิดแบบ transformation คือ คุณหมอดูแค่วงเล็บนี้พอ
ผมไม่ได้ต้องการสอนทุกอย่าง ผมแค่ต้องการให้คุณหมอที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของผม
สามารถลดภาษีได้
เนื้อหาของคอร์สจะกระชับ สั้น และสร้างผลลัพธ์ได้จริง
Step 4 : Content

หลายคนหลังจากพ้นส่วนของกลุ่มเป้าหมายมาแล้ว
ก็จะมาติดอยู่ตรงนี้ครับว่าทำ content ยังไงดีให้คนเชื่อ
เพจพึ่งเปิดต้องทำยังไง ?
แล้วจะต้องเรียงลำดับการเล่าเรื่องยังไง?
สิ่งสำคัญของการทำ content นะครับ มันจะเป็นผลสอดคล้องมาจาก
สาม step แรกนะครับ ว่าเราเลือกไอเดียอะไร กลุ่มเป้าหมายแบบไหน
และผลลัพธ์ที่เราจะสร้างเป็นแบบไหน
และที่สำคัญที่สุดคือ คุณแตกต่างจากคู่แข่งยังไง?
นี่คือเรื่องของจุดเด่น ถ้าเกิดหาตรงนี้ไม่ได้
การทำ content ที่เหลือจะยากหมดเลย
หากผลลัพธืชัด กลุ่มชัด มันจะทำให้คุณสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้
เล่าให้คนฟังเชื่อได้ แม้ว่าคุณจะพึ่งเปิดเพจเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม
หลักสำคัญของ content ก็คือ เรื่องของ Copy writing หรือหลายๆคนเรืยก
story telling มันคือทักษะที่จะเปลี่ยนคนที่พึ่งรู้จักกัน ให้กลายมาเป็นลูกค้า
หากเพื่อนๆทุกคนเข้าใจ และพยายามศึกษา มันจะทำให้คุณสร้างความเชื่อ
ได้ง่ายมากขึ้นเพราะสินค้าอย่างคอร์สออนไลน์ ไม่ใช่สินค้าที่
เห็นแล้วซื้อตั้งแต่ครั้งแรก คุณต้องทำให้
กลุ่มลูกค้าของคุณนั้นเชื่อในผลลัพธ์ที่คุณจะสร้างให้เค้า
และอย่างที่ผมบอกมันต้องเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เค้าไม่เคยเจอมาก่อน
Step 5 : Funnel

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่คิดคือว่า ออกมาเปิดเพจ
ทำ content บ่อยๆ ขึ้นมา Live ก็จะขายได้แล้ว…แต่ว่า
ความจริงนั้นอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป..หลายๆคนที่ผมเป็น consult ให้
มี fanpage หลักหมื่น หรือว่าหลักแสน และขายคอร์สราคาถูกด้วยนะครับ
แต่ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้การันตรีว่าจะขายคอร์สได้เสมอไป
ไม่ว่าจะเป็น Like หรือ Engagement ก็ตาม
ทั้งหมดทั้งมวล การทำคอร์สออนไลน์ไม่ได้มีสูตรตายตัวที่ทุกคนทำตาม
แล้วจะประสบความสำเร็จ มันมีวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้คุณก้าวขึ้นไป
สู่ความสำเร็จ
คุณจำเป็นที่จะต้องศึกษากลยุทธ์ที่หลากหลาย และนำมันมาปรับใช้
เพื่อให้คุณเกิดประสิทธิภาพที่สูงสุด
มารู้จัก Funnel กันครับ
ผมจะมาเล่าเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น และแชร์สิ่งที่ผมนำเอา funnel ของ
ต่างประเทศมาประยุกใช้ในไทย
หลักๆของ Funnel ที่ผมทดสอบมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันครับ ก็คือ
1. SLO
ปกติสมมุติว่าเราตั้งใจขายคอร์ส 15000 แต่เราทำคอร์สถูกๆราคาไม่กี่บาท
เพื่อให้มัน Cover ค่าโฆษณา แต่กำไรจริงๆ ก็คือ ตัวที่ 2 ที่เราจะขาย
กลยุทธ์แบบนี้คือการเปิดใจคนด้วยสินค้าราคาถูกก่อนเช่น
หนังสือ
e-book
สัมมนาฟรี
อะไรก็ได้ แต่ concept คือ “มันต้อง Cover ค่าโฆษณาของเรา”
ตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าไว้ 100000 บาทต่อเดือน
และการทำแบบนี้ใช้ค่าโฆษณา 30000 บาท
สินค้าตัวแรกที่เราจะขายเพื่อเปิดใจ ต้องสามารถ Cover ค่าโฆษณาของเรา
ในราคา 30000 บาทได้นั้นเอง
ทำให้เค้าชอบ เค้าเชื่อด้วยสินค้าบางอย่าง และในเมื่อพอเค้าเชื่อ
เค้าด็จะตัดสินใจซื้อของของเราในราคาที่สูงขึ้นเป็นขั้นบันได
สุดท้ายเค้าจะไม่ได้ซื้อของของคุณเพราะมันแพงขึ้น แต่เค้าจะซื้อ
เพราะสินค้าของคุณสร้างผลลัพธ์บางอย่างให้เค้าตังหาก
2. High ticket
แบบที่ 2 ก็คือ เราไม่ต้องมีสินค้าหลากหลายตัวก้ได้ เราทำคอร์สหลักขึ้นมา
แค่คอร์สเดียวก็ได้ครับ แต่ว่าขายในราคาที่สูงหน่อย
แต่แลกมากับการ support แบบ premium
การทำ high ticket แปลว่าเราจะต้องดูแลเค้าอย่างดี
และทำให้เค้าเกิดผลลัพธ์ที่เราให้สัญญาไว้ให้ได้
อย่าลืมนะครับว่าเราเน้น transformation ไม่ใช่ information
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งเป้าถึงผลลัพธ์ของเค้าเสมอ เราจะเก็บแพง
กว่าคู่แข่งในตลาดก็ได้
มีหลายคนที่ผมเข้าไป consult ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3000 – 5000 บาท
แต่ผมเข้าไป research เพื่อหาช่องว่างของตลาด
เพื่อหาว่าในตลาดนี้ ราคานี้คนยังมีความต้องการอะไรหลงเหลืออยู่
ถ้าเกิดว่ามี นั่นแปลว่าคอร์สที่มีอยู่ในตลาด ณ ตอนนั้น
ไม่ได้สามารถตอบโจทย์ของเค้าได้เสมอไป หรือไม่สามารถสร้างผลลัพธืให้เค้าได้
และนี่คือหลักของการทำ High ticket
ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ใช่อยู่ๆออกมาขายแพงนะครับ
มันคือการดูแล เพื่อให้เค้าได้ผลลัพ์ทีชัดเจน
เช่น
ปกติสอน 100 คน High ticket อาจจะเหลือแค่ 10 หรือ 1 คน
เพื่อ support อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ปล่อยให้เค้าไปเรียนรู้อยู่คนเดียว
3 Webinar funnel
กลยุทธ์สุดท้าย เป็นของใหม่ที่ผมเพิ่งจะเข้ามาใช้ทดสอบในไทยครับ
ซึ่งผลตอบรับก็ดีมากๆ เป็นการให้คนลงทะเบียนเข้ามาฟังเรา
ในรูปแบบของสัมมนาสดผ่านออนไลน์
ในรูปแบบสมัยก่อนเราจำเป็นต้องออกมาาไลฟ์ เพื่อสร้าง
trust ให้กับคนดู และกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก
แต่มันจะเกิดปัญหากับคนที่พึ่งจะเปิดเพจ คนที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก
หรือ ไม่ได้มีชื่อเสียงมากพอ คนจะไม่ได้เข้ามาตั้งใจฟัง
และมันจะผิดวัตถุประสงค์ ของเราในการออกมาทำ content ครับ
เราต้องการให้คนเข้ามาฟังเรา ถ้า content เราดี ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
และเค้าดูจนจบ เราก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเค้าได้ สร้างความน่าเชื่อถือได้
และ มีโอกาสที่จะขายเค้าได้
webinar funnel คือการทำระบบ ให้คนเข้ามาลงทะเบียนฟัง
แล้วก็เข้ามาฟังรอบสดเท่านั้น โดนผ่านเครื่องมือย่าง webinar
ลองจินตนาการกันดูนะครับ Live ปกติเนี่ย คนจะคิดว่าเดี๋ยวก็
ค่อยย้อนกลับมาดูก็ได้ แต่พอเป็น webinar ที่เค้าต้องมารอรอบสด
ทำให้เค้าต้อง จดจ่อกับการไลฟ์ของเรา ตั้งแต่ต้นยันจบ
พอเค้าเข้ามานั่งรอฟังเรื่องที่คุณกำลังจะเล่าได้
นั้นแปลว่าคุณสำเร็จแล้ว ในการสร้าง content
แต่ทั้งหมดทั้งมวล เรื่องที่คุณจะเล่าจะต้องน่าสนใจสำหรับเค้า
และก็เป็นการแก้ปัญหาที่เค้าตามหาอยู่
Step 6 : การทำโฆษณา

การทำคอร์สออนไลน์จริงๆแล้ว มันเป็นเรื่องของ demand กับ supply
แค่นั้นเองจริงๆครับ การตลาดมันเป็นแค่
คุณมีกลุ่มเป้าหมายที่อยากจะสร้างผลลัพธ์ให้
คุณมีคอร์สที่สามารถสร้างผลลัพธ์เหล่านั้นให้ออกมาได้
แล้วก็ 2 กลุ่มนี้จะถูกเชื่อมกันด้วย content หรือการทำโฆษณา
ดังนั้นถ้าคุณทำแล้วมันยังไม่สำเร็จ ให้มองดูอย่างนี้ก่อนครับ
คุณเลือกช่องทางการทำโฆษณาได้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
ของเราแล้วหรือยัง ซึ่งในปัจจุบันก็มีช่องทางเลือกมากมายในการ
ทำโฆษณา แต่ถ้าจะเอาฮิตที่สุดก็คงไม่พ้น google และ facebook
2อย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ
สินค้าบางอย่างขายดีใน google แต่ไม่ดีใน facebook
สินค้าบางอย่างขายดีใน facebook แต่กลับไม่ดีใน google เลย
อย่าลืมว่าการขายคอร์ส มันคือ demand กับ supply
ต้องตามหาให้เจอและเชื่อมเค้ากับคุณเข้ามาให้ได้
หลายคนทำ content ออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนดูเลยทำยังไงดี
ผมก็คงต้องตอบเลยว่าก็ต้องกล้าที่จะซื้อโฆษณา
mindset ตรงนี้สำคัญมากๆนะครับ หลายๆคนที่ผม consult
วางเนื้อหาดีมาก คอร์สดีมากๆ แต่ปัญหาอไม่ใช่คอร์สขายไม่ได้
แต่คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีคอร์สนี้อยู่ในตลาด
นี่คือช่องทางการทำโฆษณา
Step 7 : Optimization

หลังจากที่เราได้เริ่มทำโฆษณาไปแล้ว ก็จะมาเจอกับการ
จัดการโฆษณาต่อไป ทำยังไงให้ค่าโฆษณาคุ้ม หรือถูกลง
ในแบบที่เราขายคอร์สได้กำไร หรือ คู่แข่งเยอะแล้วเราจะทำตลาดได้ไหม ?
ผมบอกเลยว่าแม้แต่คนที่ซื้อโฆษณาที่เก่งที่สุดทำคอร์สใหม่
ไม่ได้แปลว่าคอร์สนั้นจะประสบความสำเร็จ 100%
ดังนั้นการทำตลาดที่ดีต้องมีการ optimize โฆษณาด้วยเสมอ
คุณจำเป็นต้องมี…
การวัดผล และ พัฒนา อย่างสม่ำเสมอ
เพราะช่องทางที่ง่ายขึ้นทำให้ใครก็ได้สามารถซื้อโฆษณาได้แล้ว
ปัญหาจริงๆคือหลายๆคนทำแล้วไม่สามารถวัดผลได้
ทำให้คุณไม่่สามารถรู้มูลค่าของธุรกิจของตัวเองได้แน่นอน
ถ้าเกิดวันนี้ผมบอกคุณว่าคุณจ่ายเงินค่าโฆษณา 1 บาท
คุณจะได้เงินกลับมา 5 บาท ถ้าเกิดเคสของคุณเป็นแบบนี้
คำถามคือ… “คุณจะอยากใช้เงินโฆษณาเท่าไหร่?”
มันก็จะไม่จำกัดเลยถูกไหมครับ เราจะไม่มีคำถามในใจว่า
เราต้องใช้เงินวันละเท่าไหร่?
เราต้องใช้เงินเท่าไหร่?
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหา number ของธุรกิจเราเจอเหมือนที่ผมยกตัวอย่าง
คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับเราอีกเลยครับ
เราต้องมองการทำธุรกิจออนไลน์เป็นธุรกิจจริงๆ
ซึ่งการทำธุรกิจมันจำเป็นต้องมี Cash flow ในการทดสอบ
เวลาที่เราลงทุนในการทำธุรกิจ cash flow จะเป็นตัวช่วยให้
การทดสอบเพื่อค้นหา number ของธุรกิจของคุณให้เจอ
ในกรณีที่เรามีไอเดียเยอะ กลุ่มเยอะ cash flow จะเป็นตัว
ค้นหาคำตอบให้คุณว่า
ตรงไหนที่จะมาเป็นลูกค้าของคุณ
หัวข้อไหนที่ดี ที่ใช้เงินไปแล้วมันกลับมาเป็นกำไร
แล้วที่เหลือก็คือตัดอันที่มันขาดทุนทิ้ง
Step 8 : Scale

เมื่อวันที่ทุกอย่างที่ผ่านมาทุก step มันลงตัวแล้ว
คุณถึงจะ scale ได้อย่างมั่นใจ เพราะคุณรู้แล้วว่า คุณใช้เงินไป
1 บาท มันจะกลับมาเป็นกำไร 5 บาท
ถ้าหากวันนี้คุณใช้เงินโฆษณา 1 ล้านบาท
มันก็จะกลับมาหาคุณในสัดส่วนที่ เท่าๆกัน
นี่คือ 8 step ที่ผม
ใช้ซ้ำๆ มาแล้วในหลายธุรกิจ ที่ผมเป็นที่ปรึกษานะครับ หวังว่าเนื้อหาตรงนี้
จะสามารถช่วยเพื่อนๆแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้นะครับ
อุ้ย
Expert Fastlane
